สุขภาพและความงาม

คาร์ดิโอ แบบไหนเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด

     คำว่า คาร์ดิโอ คือรูปแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ที่เน้นไปที่การกระตุ้นให้หัวใจ ปอด และระบบไหลเวียสนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะแบ่งออกได้เป็น 2 แบคือ แบบที่ 1 คาร์ดิโอแบบ HIIT ซึ่งจะใช้เวลาช่วงสั้นๆ ประหยัดเวลา เผาผลาญไขมันได้ดี แต่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และแบบที่ 2 คือ คาร์ดิโอต่อเนื่อง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่า 30 นาทีขึ้นไป ความเข้มข้นจะต่ำกว่า เน้นการกระตุ้นให้หัวใจเต้นคงที่เป็นเวลาต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงาน ทีนี้ มาดูกันว่าคาร์ดิโอตอนไหนและเวลาไหนถึงจะสามารถลดไขมันสะสมได้ดีที่สุด ร่างกายของเราจะสามารถดึงไขมันที่สะสมออกมาเผาเป็นพลังงานได้ต้องเกิดจากการที่ร่างกายต้องหลังฮอโมน กลูคากอน เพราะฮอโมนกลูคากอน มีคุณสมบัติที่จะแตกไขมันสะสมของเราออกมาเพื่อให้ร่างกายได้ใช้ป็นพลังงาน ฮอโมนกลูคากอนจะทำงานได้ต้องไม่มีฮอโมนอินซูลิน ฮอโมนอินซูลินจะหลั่งออกมาทุกครั้งเมื่อเรารับประทานอาหาร เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารระดับน้ำตาลในเลือดของเราจะสูงขึ้นเกินกว่าค่าปกติเมื่อมันพุ่งขึ้นสูงมันไปบล๊อกฮอโมนกลูคากอน ไม่ให้ออกมาทำงาน เมื่อไขมันกูคากอนถูกบล๊อกไขมันสะสมของเราก็ไม่สามารถถูกดึงออกมาเผาเป็นพลังงาน ทีนี้ในหนึ่งหมื้อที่เรารับประทานอาหารจะใช้ระยะเวลาในการย่อยหรือระยะที่อินซูลินย่อยใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป เมื่อผ่านระยะเวลาตรงนั้นไป ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะต่ำกว่าค่าปกติ เมื่อไหรที่มันต่ำกว่าค่าปกติ ฮอโมนกูคากอนก็จะทำงานเป็นที่เรียบร้อยเกิดกระบวนการๆ ดึงไขมันสะสมออกมาเผาเป็นพลังงาน คาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ไม่เน้นการใช้พลังงานจากมัดกล้ามเนื้อในระดับรุนแรง แต่มุ่งเน้นไปที่การขยับเขยื้อนร่างกายซึ่งมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นเช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น…

อันตรายจาก สารพิษตกค้างในผัก และผลไม้

ทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งกันมากขึ้น สาเหตุหนึ่งก็มาจากการได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ สารพิษตกค้างอยู่ในผัก ผลไม้ ทั้งเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคต่างๆ อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษ เราจึงต้องมาทำความรู้จักและตระหนักถึงอันตรายของสารพิษเหล่านี้   ชนิดของ สารพิษที่ตกค้างในผัก   สารพิษที่ตกค้างในผัก และมีการสุ่มตรวจสอบผักผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปจะพบสารตกค้างมากที่สุดจะอยู่ในยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช จะอยู่ในกลุ่มของตัวยาที่ใช้กันจำนวนมากในสถิติ 100% จะเป็นยาปราบวัชพืช 60-70% ตัวยาที่พบมากคือยาฆ่าหญ้าจำพวก ไกลโฟเสท หรือราวด์อัพ และอีกตัวหนึ่งคือ พาราคว็อท สารเคมี จำพวกไกลโฟเสทเป็น สารพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งระดับต้นๆเลยทีเดียว กลุ่มเครือข่าย ไทยแพนได้มีการสุ่มตรวจผักผลไม้ตามท้องตลาด พบสารพิษตกค้างจำนวนมากโดยเฉพาะสารกำจัดศัตรูพืช พาราควอต พบมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มตรวจ ผักผลไม้ที่นำมาสุ่มตรวจหาสารกำจัดศัตรูพืช มีทั้งหมด 15 ชนิด 76 ตัวอย่าง พบสารพาราควอต ซึ่งเป็นสารเคมีจำกัดศัตรพืชมากกว่าครึ่งของตัวอย่างทั้งหมด โดยการสุ่มตรวจจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือผักยอดนิยม ผักพื้นบ้านยอดนิยม และผลไม้ พบถั่วฝักยาว พริก ใบบัวบก แก้วมังกร องุ่น เป็นกลุ่มผักและผลไม้ที่มีสารพาราควอตตกค้างในอันดับต้นๆ นอกจากนี้ยังพบสารเคมีตกค้างชนิดอื่นตกค้างในผักผลไม้อีกหลายชนิด หากเปรียบเทียบผลสำรวจพบว่ามีแนวโน้มของการตรวจพบสารเคมีตกค้าง ในผักผลไม้ต่างๆลดลง ถึงแม้จะลดลงจากผลสำรวจที่ผ่านมาก็ยังถือว่าเป็นที่หน้ากังวลเนื่องจากสารเคมีที่พบ…

บิงซู ของหวานยอดฮิต

บิงซู ของหวานยอดฮิตแคลลอรี่สูงปรี้ด

บิงซู หรือน้ำแข็งใสสัญชาติเกาหลีที่ฮิตกันมานาน ความอร่อยหวานเย็นชื่นใจ หลายๆ คนคงเคยรับประทาน น้ำแข็งใสที่ราดด้วยท็อปปิ้งที่มีให้เลือกเยอะมากมายอย่าง บิงซูกันแล้ว รู้หรือไม่ว่าอันตรายจากการกินบิงซูมีไม่น้อยเลยที่เดียว บิงซูติด 1 ใน 10 ขนมหวานสุตฮิตกับปริมาณแคลอรี่ ที่เห็นแล้วต้องตะลึง (จำนวนแคลอรี่ วัดจากปริมาณอาหารเท่ากันที่ 100 กรัม) โดยแซงขนมหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วงหรือทุเรียน (365-450 Kcal) ฮันนี่โทสต์( 300-700 Kcal) มาอยู่อันดับที่ 1 ได้อย่างสบายๆ บิงซู (300-750- Kcal)  ใครที่ชอบหวานๆ แบบท็อปปิ้งล้นๆ ราดเพิ่มด้วยนมข้นหวานไม่ยั้ง แล้วยังใช้พลังงานเท่าเดิม เชื่อได้เลยว่าน้ำหนักคุณต้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแน่ๆ หากกินติดต่อกันกลายๆวัน โทษแฝงที่อยู่ใน “บิงซู” คือ นอกจากจะทำให้อ้วนแล้วกองสุขาภิบาลอาหาร เตือนภัยแฝงที่มากับน้ำแข็งใสหรือ บิงซูที่เป็นที่นิยมในวัยรุ่น และวัยทำงานกันในขณะนี้ เนื่องจากเป็นขนมหวานที่เหมาะกับสภาพอากาศเมื่องร้อนอย่างประเทศไทยแล้ว ลักษณะของบิงซู จะมีขนมหวานหรือขนมปังวางอยู่ด้านร่าง แล้ววางเกร็ดน้ำแข็งไว้ด้านบน แล้วราดด้วยน้ำหวาน กะทิ หรือนมข้นหวาน เป็นต้น บิงซูเป็นน้ำแข็งใสเป็นที่นิยมตามแบบประเทศเกาหลีจะมีลักษณะเป็นน้ำแข็งใสปั่นละเอียดราดด้วยท็อปปิ้ง จุดเด่นของบิงซูคือจะเป็นเกร็ดน้ำแข็งที่เนื้อละเอียดละมุนลิ้น จะมีรสชาติหวานหอม และใช้ช้อนตักกินในถ้วยเดียวกันหลายๆคน…

รู้ไหม ภูมิแพ้อาหารแฝง ทำให้เกิดสิวได้

     หลายคนมองจากภายนอกดูร่างกายแข็งแรงปกติแต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วบางคนอาจจะเข้าข่ายเป็น ภูมิแพ้อาหารแฝง ก็เป็นได้ค่ะ เพราะว่าจากตัวเลขจากองค์กรณ์ภูมิแพ้โลกพบว่า คนไทยเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่า 10 ล้านคน และบางรายเกิดจากการแพ้อาหาร และรับสารอาหารบางชนิดไม่ได้หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝงนั้นเอง กลุ่มคนที่เห็นทั่วไปก็คือ คนแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ที่เรากินอาหารแล้วมีผื่นขึ้นหรือว่าบวมตามร่างกาย แต่หลายๆ คนก็ยังไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วยังมีภูมิแพ้อาหารแฝงด้วยนะค่ะ ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food allergy) นี้อาการจะแสดงขึ้นไม่ชัดเหมือนคนเป็นภูมิแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ภูมิแพ้อาหารแฝงที่เกิดขึ้นได้ จะเป็นอาการที่ค่อนข้างเบา เช่น ผื่นขึ้นตามร่างกายนิดๆหน่อยๆ คันตามผิวหนัง ถ่ายเหลวเหมือนจะท้องเสียต่ไม่ได้ท้องเสียเป็นน้ำ อยู่ดีๆมีอาการเหนี่ยวๆในคอหรือมีเสมหะ มีน้ำมูกใสๆไหลทั้งที่เราไม่ได้เป็นหวัดอะไร นี้แหละมันเป็นอาการที่ค่อนข้างเบาบางทีเราก็ไม่ได้ใส่ใจ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเกิดจากอาหารที่เรากินผิดประเภทที่ไม่ถูกกับร่างกายเรา ทีนี้พอบางคนที่เป็นผื่นแพ้เรื้อรังในกลุ่มที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้เป็นรุนแรงขึ้นหรือเป็นหนักขึ้นได้เช่น ผื่นกำเริบขณะที่กำลังกินอาหารที่ไม่ถูกต้องกับร่างกายเรา ก็จะต้องเอายาแก้แพ้นี้มากิน การกินยาแก้แพ้ต่อเนื่องสม่ำเสมอมากเข้าก็จะทำให้ตับทำงานหนักได้เหมือนกันก็จะทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกัน จริงๆแล้วการแพ้อาหารแฝงนี้สามารถพบกันได้ในทุกคนเลยทุกคนจะมีการแพ้สิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นจะแพ้แพ้แล้วแต่ตัวบุคล โดนเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเช่น ภูมิแพ้ต่างๆ หรือรูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน โรคพุ่มพวง โรคเอสแอลอีกลุ่มนี้จะมีกลุ่มอาหารที่แพ้ค่อนข้างจะมาก มากกว่าบุคลทั่วๆ ไปที่ร่างกายแข็งแรงดี   แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราแพ้อาหารตัวไหน? โดยปกติแล้วเราเทสง่ายมากก็คือ การที่เราไปตรวจเลือดหรือไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปี แค่อาเลือดไปตรวจแค่นิดเดียวก็สามารถรู้รายงานผลเกี่ยวกับการเป็นภมิแพ้อาหารแฝงได้แล้ว โดยการแสดงผลจะบอกได้ว่าเราแพ้อาหารประเภทไหนประมาณ 200 กว่าชนิดอาหารเลยในการตรวจครั้งหนึ่งและจะค่อนข้างครอบคลุม…

โรคหัด ในเด็ก

โรคหัด อันตรายติดต่อกันได้

โรคหัด และ โรคหัดเยอรมัน โรคหัด จะอาการรุนแรงกว่า โรคหัดเยอรมัน จะพบอาการในวัยเด็กคือจะมีไข้สูงถึงสูงมากมาประมาณซัก 5 วันและจะมีการไอและน้ำมูกร่วมด้วย แล้วผื่นก็จะออกตามมา ที่มันรุนแรงและอาจจะเสียชีวิตเพราะมันเสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า และภาวะแทรกซ้องของโรคนี้มีความรุนแรง โรคหัดเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ มอร์บิลลิไวรัส มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกวัย แต่พบมากในเด็กเล็ก เมื่อตรวจพบควรได้รับการรักษาให้ทันท่วงทีเพราะมีอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากการมีไข้สูงและผื่นขึ้นตามตัวก็จะมีอาการหลายๆแตกต่างกันออกไป บางคนก็จะมาด้วยอาการปอดอักเสบ ถ้ามาด้วยอาการไม่เยอะเช่นหูชั้นกลางอักเสบได้ อาการของผื่นที่ขึ้นตามตัวก็จะมีอาการคล้ายๆกันทั้ง 2 โรคบางที่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโรคหัดหรือหัดเยรมันจนกว่าเราจะเข้าทำการรักษาจากแพทย์ด้วยการตรวจเลือดถึงจะรู้แน่ชัดว่าเป็นหัดชนิดไหน โรคหัดจัดเป็นโรคจัดเป็นโรคที่มีการติดเชื้อสูง การติดเชื้อนั้นคือการได้รับเชื้อไวรัสผ่านทางอาการ จากการสัมผัสระอองน้ำลาย น้ำลาย น้ำมูกของผู้ป่วยซึ่งช่วง 4 วันทั้งก่อนและหลังการเกิดผื่นนั้นถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ โดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจและแพร่ไปทั่วร่างกาย ทำให้ป่วยป็นโรคหัด โดย 90% ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมีโอกาสเป็นโรคหัด หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัด ผู้ที่เสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโรคหัดนั้น มีอยู่หลายกลุ่ม โดยทั่วไปแล้วเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคเสี่ยงเป็นโรคดังกลาวและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตมากที่สุดโดยเด็กที่ไม่ได้รับสารอาหารจำพวกวิตมินเออย่างเพียงพอ จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเสียชีวิตได้สูงนอกจากนี้ สตรีมีครรถ์ที่ไม่ได้รับวัคซีนและได้รับเชื้อเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้ ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากภูมิต้านทานถูกทำลายอย่างผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และผู้ที่ขาดสารนั้นๆ จะป่วยอย่างรุ่นแรงเมื่อได้รับเชื้อ สำหรับการฉีดวัคซีนจะฉีดได้เมื่ออายุ 9 เดือนถึง 12 เดือนเพื่อป้องกันการเป็นโรคหัดและหัดเยรมัน อาการของ โรคหัด เมื่อได้รับเชื้อหัดเข้าสู่ร่างกาย ระยะแรกยังไม่ปรากฎอาการใดๆ…

ส่าไข้ กับ โรคหัด แตกต่างกันอย่างไร?

โรคส่าไข้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า (โรคหัดดอกกุหลาบ) หรือ (หัดเทียม) ซึ่งเป็นไข้ออกผื่นที่พบได้ใน ทารกวัย 6 เดือนถึง 3 ขวบแต่ไม่พบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ส่วนโรคหัด จะพบในเด็ก 2 ถีง 4 ปี แต่ไม่พบในทารกอายุต่ำกว่า 8 เดือน ทั้งโรคส่าไข้และโรคหัดแสดงอาการออกผื่นทางผิวหนัง มีอาการคล้ายคลึงกันมากทำให้หลายคนคิดว่ามันเป็นโรคเดียวกัน มาดูอาการของโรคส่าไข้กันก่อน ที่จะดูว่าเหมือนหรือแตกต่างกับโรคหัดอย่างไรบ้าง      โรคส่าไข้ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในกลุ่มเดียวกับโรคเริม ติดต่อโดยการไอหรือจามรดกัน ระยะเวลาฟักตัวของโรคประมาณ 7-17  วันเมื่อเป็นแล้วจะมีอาการ ไข้สูงอย่างฉับพลัน ในช่วงไข้ลดจะมีผื่นสีชมพูหรือแดงขึ้นทั่วตัว ผื่นจะไม่ค่อยคัน (ถ้ากดที่ผื่น สีจะซีดลง) บางรายอาจมีอาการไอ เจ็บคอมีน้ำมูกใสหรือท้องเดินเล็กน้อย รวมถึงเบื่ออาหาร ซึ่งโรคนี้บางครั้งก็เรียกกันว่า หัดเทียมเนื่องจากว่าอาการคล้ายๆการออกหัด แต่โรคนี้ถ้าเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก โรคนี้ไม่เป็นอันตราย ยกเว้นอาการไข้สูงจัดจนทำให้เกิดอาการชักชั่วขณะได้บางทีไข้อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า และจะลดลงภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหรืออาจมีไข้ประมาณ 3-5 วัน อาการของโรคยังมีความคล้ายคลึงกับไข้ออกผื่นชนิดอื่น จึงควรหมั่นสังเกตุอาการและไปพบแพทย์เมื่อผู้ป่วยมีไข้สูงมาก แต่ในเด็กบางคนอาจตัวร้อนตลอดเวลาแม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ ยังร่าเริง ดื่มนมดื่มน้ำ รับประทานอาหารได้อย่างปกติ หลังจากไข้ลดลงก็จะเกิดผื่นเล็กๆขนาดซักประมาณ…